บทที่ 2 [ตอนที่ 1]

[ตอนที่ 1]

“สับสนไปหมดแล้วครับ”

ปรวีร์ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้ากระจกบานยาวในห้องน้ำ มือเรียวงามที่เขาเพิ่งสำรวจไปเมื่อครู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ นายตำรวจหนุ่มพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ที่ตึกร้างย่านรังสิต กลิ่นควันปืน รสคาวเลือด และความเย็นเยียบที่กัดกินร่างกายก่อนสติจะดับวูบ ทุกอย่างมันชัดเจนเสียจนไม่มีทางเป็นแค่ความฝัน

แต่ภาพที่สะท้อนกลับมาในกระจกตอนนี้กลับเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างบอบบาง ผิวพรรณเนียนละเอียดที่ดูอย่างไรก็ไม่เคยผ่านการฝึกหนักอย่างที่เขาเคยเป็นมาตลอดชีวิต

“ตัวเล็ก เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ออกมาคุยกับพี่ปันหน่อยเร็ว”

เสียงเคาะประตูทำให้ปรวีร์สะดุ้งสุดตัว เขาจำได้ว่าเป็นเสียงของชายหนุ่มที่อ้างว่าเป็นแฟนของเจ้าของร่างนี้ ปรวีร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามเรียกสมาธิแบบที่เคยใช้เวลาออกปฏิบัติงานภาคสนาม เขาต้องรู้ให้ได้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น และร่างจริงของเขาอยู่ที่ไหน

เขากระชากประตูเปิดออกด้วยความหวาดระแวง แต่ทันทีที่ก้าวเท้าออกมา เขาก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าในห้องไม่ได้มีแค่ปันคนเดียว แต่ยังมีกลุ่มวัยรุ่นที่น่าจะเป็นเพื่อนของเจ้าของร่างยืนออกันอยู่เต็มไปหมด

“ตัวเล็ก เป็นอะไร”

คนที่เป็นแฟนของเจ้าของร่างและปรวีร์จำได้ว่าชื่อ ‘ปัน’ เอ่ยขึ้น

“หลิว ไหวไหมแก หน้าซีดมากเลยนะ”

เด็กหนุ่มหน้าหวานที่รูปร่างบอบบางเหมือนเจ้าของร่างถามบ้าง

ปรวีร์กวาดสายตามองทุกคนด้วยความระมัดระวัง สัญชาตญาณตำรวจชุดสืบสั่งให้เขาประเมินบุคคลตรงหน้าทันที แต่ยิ่งมองเขาก็ยิ่งไม่คุ้นหน้าใครเลยสักคน

“พวกคุณเป็นใคร แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“หลิว... หลิวเป็นอะไร” เด็กหนุ่มหน้าหวานคนนั้นถามอีก

“ผมไม่ได้ชื่อหลิว หลิวเป็นใครผมไม่รู้จัก ขอทางครับ ผมขอทางหน่อย ผมมีเรื่องด่วนที่ต้องทำ”

ปรวีร์พยายามจะแทรกตัวผ่านกลุ่มคนออกไป เป้าหมายเดียวของเขาตอนนี้คือต้องกลับไปยังตึกร้างที่รังสิตให้เร็วที่สุด เขาต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างของเขา แต่พอเดินพ้นประตูห้องน้ำออกมา เขาก็ต้องประจันหน้ากับเด็กหนุ่มสามคนที่ยืนดักทางอยู่

“หลิว เป็นอะไรวะ ทำไมพูดจาแปลก ๆ” เด็กหนุ่มอีกคนถาม

“ผมบอกว่าผมไม่ได้ชื่อหลิว ผมชื่อวีร์ แล้วผมก็ขอตัว”

“ตัวเล็ก จะไปไหน”

ปัน หรือ ปราณัฐน์ รีบคว้าข้อมือเล็ก ๆ นั่นไว้ทันที ปรวีร์ที่กำลังรีบร้อนสะบัดแขนออกอย่างแรงตามสัญชาตญาณการต่อสู้ แต่ร่างกายใหม่นี่กลับอ่อนแอกว่าที่เขาคิด แรงสะบัดที่เคยทำให้คนร้ายกระเด็น กลับกลายเป็นเพียงการขยับแขนเบา ๆ ที่แทบไม่ระคายผิวอีกฝ่าย แถมข้อมือที่ถูกจับอยู่ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาจนเขาเผลอร้องออกมา

“โอ๊ย!! ผมไม่รู้จักคุณ ปล่อยผม”

“ที่รัก ใจเย็น ๆ ได้ไหมคะ”

ปราณัฐน์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนในแบบฉบับที่คนฟังควรจะใจอ่อนระทวย แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าร่างของตัวเองอยู่ไหน หรือตัวเองกำลังเป็นหรือตายไปแล้ว ไม่คิดจะหวั่นไหว

“ที่รักอะไร ปล่อย บ้าเอ๊ย!! คนอะไรแรงนิดเดียว”

ปรวีร์สบถกับตัวเองอย่างหัวเสีย เขาเจ็บใจที่ร่างกายนี้ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะขัดขืนผู้ชายตัวสูงตรงหน้าได้เลย ส่วนปราณัฐน์มองคนรักด้วยสายตาที่เป็นห่วงปนสับสน เขาพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบตามนิสัยที่มักจะยอมให้หลิวเสมอ

“ตัวเล็กเพิ่งจมน้ำ แล้วยังหยุดหายใจไปตั้งหลายนาที ให้หมอตรวจอาการอีกหน่อยนะครับ ถ้าหมอมาตรวจแล้วตัวเล็กอยากไปไหน พี่ปันจะพาไปนะคะ” ปราณัฐน์พยายามหาทางออกให้กับคนรัก

“ผมไม่ใช่ตัวเล็กของคุณ”

ปรวีร์จ้องหน้าปราณัฐน์เขม็ง พยายามจะบอกความจริง แต่คำพูดของปราณัฐน์เรื่องหยุดหายใจไปหลายนาที ทำให้เขาเริ่มฉุกใจคิด หรือว่าในจังหวะที่เขาตาย วิญญาณของเขาจะหลุดเข้ามาสวมรอยในร่างที่เพิ่งสิ้นลมหายใจเหมือนกัน

“ตอนนี้ตัวเล็กรอให้หมอตรวจก่อน โอเคไหมคะ พี่ปันอยากให้ตัวเล็กใจเย็น ๆ ก่อน ตอนนี้ตัวเล็กจะไปไหน จะไปยังไง จะออกไปแต่ตัวแบบนี้เหรอครับ พี่ปันไม่ยอมหรอก อย่างน้อยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าดีไหมคะ เสื้อตัวนี้มันบาง พี่ปันหวง”

สายตาของปราณัฐน์ที่มองมาด้วยความรักและความห่วงใย ทำเอาปรวีร์ที่เคยแต่จับผู้ร้ายถึงกับทำตัวไม่ถูก เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าชุดโรงพยาบาลที่ใส่อยู่มันทั้งบางและหลวมจนแทบจะเห็นทุกสัดส่วน รอยยิ้มละมุนและคำพูดคะขาของผู้ชายที่ชื่อปราณัฐน์เริ่มทำให้ผู้กองสายโหดอย่างเขาเริ่มรู้สึกร้อนที่หน้าขึ้นมาอย่างประหลาด

‘แม่งเอ๊ย... นี่กูต้องมาติดอยู่ในร่างเด็กหน้าหวานที่มีแฟนขี้หวงแบบนี้จริง ๆ เหรอวะเนี่ย’

หลังจากการตรวจร่างกายอย่างละเอียดผ่านพ้นไป ผลตรวจออกมาว่าทุกอย่างปกติ ทั้งสมอง ปอด และหัวใจ ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าที่ชื่อ ปราณัฐน์ดูจะโล่งใจมาก เขาขยับเข้ามาใกล้เตียง แววตาคู่คมที่มองมายังร่างของคนรักอ่อนโยนจนปรวีร์รู้สึกขนลุก

“ดีจังเลยนะคะ พี่ปันคิดว่าตัวเล็กจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ตอนที่พาตัวเล็กขึ้นมาจากสระ พี่ปันกลัวไปหมด”

คนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาทำเพียงแค่มองทุกอย่างนิ่ง ๆ ความสับสนตีรวนอยู่ในอก เขาพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายแล้วเอ่ยถาม

“คุณชื่อปันเหรอ”

“ค่ะ พี่ปัน แฟนของหลิว”

ปราณัฐน์ตอบรับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พร้อมกับอธิบายต่อเมื่อเห็นสีหน้ามึนตึงของคนบนเตียง

“หมอบอกว่าเดี๋ยวความทรงจำของตัวเล็กจะค่อย ๆ กลับมา ตอนนี้พี่ปันอยากให้ตัวเล็กพักผ่อนเยอะ ๆ”

ปรวีร์ในร่างของหลิวขมวดคิ้วมุ่น เขาพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวที่ได้ยินจากเด็กหนุ่ม

“แล้วหลิวเป็นอะไร ทำไมถึงจมน้ำ” ผู้กองหนุ่มถาม

“ตัวเล็กน่าจะหน้ามืด จากนั้นก็ตกลงไปในสระว่ายน้ำที่คอนโดของเราค่ะ เมื่อเช้าตัวเล็กไม่ค่อยสบาย พี่ปันรีบกลับมาหาแต่ไม่เจอเรา เห็นมือถือตกอยู่ริมสระเลยเดินไปดู ถึงเห็นเราจมอยู่ก้นสระ พี่ปันกลัวมากเลย”

คำบอกเล่าเหล่านั้นเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะสิ่งที่รบกวนจิตใจของปรวีร์มากที่สุดคือสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้ทั้ง ‘ตัวเล็ก’ ทั้ง ‘คะ ขา’ มันชวนให้คันยุบยิบไปทั้งตัว แต่ไม่ทันที่จะได้ตั้งตัว ปราณัฐน์ก็ขยับเข้ามาชิดจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายหนา

“พี่ปันกลัวไปหมดจริง ๆ นะคะ กอดปลอบพี่ปันหน่อยสิคะคนดี”

“เดี๋ยวนะ กอดปลอบ ทำไมต้องกอดปลอบ เดี๋ยว ๆ รอให้อนุญาตก่อนสิ เดี๋ยว!!”

ปรวีร์อุทานออกมาด้วยความตกใจ แผ่นหลังบางแนบชิดไปกับพนักเตียงเมื่อปราณัฐน์โน้มตัวลงมาสวมกอดเขาไว้ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากตัวอีกฝ่ายปะทะจมูก พร้อมกับอ้อมแขนแกร่งที่โอบรัดร่างนี้ไว้ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปอีกครั้ง

“กอดค่ะตัวเล็ก” เสียงทุ้มกระซิบชิดใบหู

“คุณปล่อยเลย ปล่อยผม ปล่อยนะ!! ไม่ปล่อยผมต่อยแล้วนะ”

ปรวีร์ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดนั้น มือเรียวเล็กพยายามทุบตีและผลักไสแผ่นอกกว้าง แต่แรงของร่างกายใหม่นี้มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน นอกจากจะไม่สะเทือนอีกฝ่ายแล้ว เขายังรู้สึกเหมือนพละกำลังของตัวเองมันแรงเท่าแมวข่วนมากกว่าจะทำร้ายใคร เอวที่บางและร่างที่น้อยกว่ามาตรฐานเดิมที่เขาเคยเป็น ทำให้เขาตกอยู่ในพันธนาการของปราณัฐน์อย่างสมบูรณ์แบบ

ขณะที่ถูกกกกอด ความเงียบก็เข้าปกคลุมชั่วขณะจนได้ยินเสียงหัวใจของใครอีกคนเตือนรัว ปรวีร์นิ่งไป ความสับสนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลที่หนักอึ้ง

ก่อนหน้านี้เขายังเป็นผู้กองวีร์ นายตำรวจที่กำลังเสี่ยงตายตามจับคนร้าย เขาจำได้ชัดเจนถึงแรงปะทะของกระสุนสองนัดที่เจาะเข้าร่างกาย ความเจ็บปวดซึ่งบาดลึกถึงกระดูกขณะที่เขาพยายามลากสังขารหนีไปจนพ้นสายตาพวกมัน จากนั้นสติก็ดับวูบไปในซอกตึกร้างที่อ้างว้างและเย็นเยียบ

‘แล้วร่างนั้นของเขาล่ะ’

ความสั่นสะท้านแล่นริ้วไปทั่วไขสันหลัง ถ้าดวงจิตของเขามาติดอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มที่ชื่อหลิวคนนี้ ร่างกายของร้อยตำรวจเอกปรวีร์ซึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ที่รังสิตป่านนี้จะเป็นอย่างไร จะมีใครไปพบเข้า หรือจะถูกปล่อยให้แห้งเหี่ยวกลายเป็นศพไร้ญาติอยู่ในตึกร้างแห่งนั้น

เขาเหลือบมองมือตัวเองอีกครั้ง มือขาวเนียนเกินไป ร่างกายบอบบางเกินกว่าจะปกป้องใครได้

‘ตัวผมที่อยู่ตรงนั้นจะมีคนช่วยเอาไว้ไหม ร่างกายของผม แล้วตัวผมตายไปรึยังนะ’

ปรวีร์หลับตาลงอย่างอ่อนแรง ปล่อยให้อีกคนกอดปลอบตามใจชอบ เพราะในนาทีนี้ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่การถูกชายหนุ่มแปลกหน้ากอด แต่มันคือการไม่รู้ว่าชีวิตเดิมของเขาได้จบสิ้นลงไปแล้วจริง ๆ หรือไม่ต่างหาก

นาฬิกาดิจิทัลบนผนังห้องพักฟื้นขยับเลขบอกเวลาสองทุ่มตรง แสงไฟในห้องถูกปรับให้สลัวลงเพื่อให้คนป่วยได้พักผ่อน แต่สำหรับคนที่เพิ่งฟื้นคืนชีพในร่างใหม่ อารมณ์ภายในใจกลับพลุ่งพล่านจนไม่อาจข่มตาหลับ

ปราณัฐน์ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เตียง สายตาที่มองมายังคนบนเตียงเต็มไปด้วยความรักและความทะนุถนอม

“ง่วงไหมคะ ตัวเล็ก”

คำว่า ‘ตัวเล็ก’ ที่หลุดออกมาจากปากชายหนุ่มร่างสูง ทำเอาผู้กองวีร์ในร่างหลิวถึงกับคิ้วกระตุก สรรพนามขัดหูและคำลงท้ายหวานเลี่ยนนั่นมันทำให้เขาอึดอัดจนต้องรีบสวนกลับ

“ไม่คะขาได้ไหม ไม่ชิน”

“ตัวเล็ก” ปราณัฐน์เรียกชื่อนั้นซ้ำอีกครั้ง แววตาของชายหนุ่มดูสับสนเล็กน้อย

“พี่ปันเรียกตัวเล็กแบบนี้มาตลอด”

“ตอนนี้ไม่ชอบ”

ปรวีร์ตอบเสียงแข็ง พยายามทำตัวให้ห่างเหินที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ตัวเล็กครับ”

“แล้วก็เลิกเรียกตัวเล็กสักทีได้ไหม!!”

ปรวีร์ตวาดก้องอย่างลืมตัว สัญชาตญาณความใจร้อนของนายตำรวจชุดสืบที่ทำงานท่ามกลางความกดดันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที แต่ผลที่ได้กลับไม่ใช่การเกรงใจเหมือนตอนที่เขาตวาดลูกน้อง

ปราณัฐน์หน้าสลดลงทันทีที่โดนอีกคนตะคอกใส่ ใบหน้าที่เคยหล่อเหลามั่นใจดูหงอยลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาตัดพ้อนั้นทำเอาปรวีร์เริ่มรู้สึกผิด

“ขอโทษ” ปรวีร์พึมพำเสียงแผ่ว

“ไม่เป็นไร ตัวเล็กไม่สบาย พี่ปันเข้าใจ”

ปราณัฐน์ฝืนยิ้มให้ แม้ในใจจะยังงุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของคนรัก

ปรวีร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ เขาไม่มีเวลามานั่งเล่นบทคู่รักตอนนี้ ในหัวของเขามีแต่ภาพตึกร้างและร่างของตัวเองที่นอนจมกองเลือดอยู่ที่รังสิต เขาต้องรีบแล้ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

“พาผมไปที่ที่หนึ่งได้ไหม ตอนนี้” ปรวีร์เอ่ย

“ตัวเล็กอยากไปที่ไหนครับ”

“แถว ๆ รังสิต พาไปได้ไหม”

คำขอของคนป่วยทำเอาปราณัฐน์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

“พาไปได้ครับ แต่พี่ปันถามก่อน ว่าตัวเล็กจะไปทำไม”

“มีคนต้องการความช่วยเหลือที่นั่น”

ปรวีร์ตอบโดยเลี่ยงความจริงไปนิดหน่อย คนที่ต้องการความช่วยเหลือที่สุดตอนนี้ก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ

“แต่ตัวเล็กเพิ่งฟื้นนะครับ หยุดหายใจไปหลายนาที ต้องปั๊มหัวใจด้วย พี่ปันว่าหมอไม่อนุญาตให้ตัวเล็กออกไปแน่ ๆ”

“แต่ผมอยากไป พาผมไปได้ไหม ผมมีเรื่องที่จะต้องทำนั่นจริง ๆ”

ปรวีร์เริ่มร้อนรน เขาแทบจะกระโจนลงจากเตียงถ้าไม่ติดว่าสายน้ำเกลือยังคาอยู่ที่หลังมือ

“ตัวเล็ก พี่ปันหวง พี่ปันห่วง” ปราณัฐน์ขยับเข้าไปกุมมือเรียวเล็กนั้นไว้แน่น แววตาสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดที่ยังตกค้าง

“ตัวเล็กไม่รู้หรอก ว่าตอนที่พี่ปันเห็นตัวเล็กจมอยู่ใต้สระ พี่ปันรู้สึกยังไง พี่ปันเสียตัวเล็กไปไม่ได้จริง ๆ นะ”

น้ำเสียงที่สั่นเครือ และสายตาที่เจือไปด้วยความอ้อนวอนของปราณัฐน์ทำให้ปรวีร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ความเจ็บปวดของคนตรงหน้ามันช่างจริงจังเสียจนเขาปฏิเสธไม่ออก

“รู้แล้ว ๆ”

ปรวีร์บอกปัด แสร้งทำเป็นรำคาญเพื่อซ่อนความรู้สึกในอก จริง ๆ เขาพอเข้าใจได้ คนหน้าตาดีถึงขั้นหล่อเหลาเหมือนดาราอย่างนายปันคนนี้ อ้อนใคร ใครก็ต้องใจอ่อน เขาก็คงเป็นหนึ่งในนั้น

“ช่วยพาไปได้ไหม ผมไม่เป็นอะไรหรอก ผมรับปาก”

“จะลองดูนะครับ จะขออนุญาตหมอก่อน” ปราณัฐน์แบ่งรับแบ่งสู้

“ไม่ต้องขอ ออกไปเลยได้ไหม” ปรวีร์เร่ง

“ตัวเล็ก เชื่อพี่ปันบ้างได้ไหม พ่อแม่ตัวเล็กฝากตัวเล็กไว้กับพี่ปันนะ”

ปราณัฐน์ดุเบา ๆ ด้วยความอ่อนใจ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ

เมื่อถูกอ้างถึง 'พ่อแม่' และเจอสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยแบบนั้น ปรวีร์ก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งอย่างขัดใจ ร่างกายนี้มันทำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ ทั้งแรงน้อย ทั้งต้องพึ่งพาคนอื่น

“ก็ได้ ๆ ยังไงก็ได้ แต่ตัวเล็กอยากไปที่นั่นให้เร็วที่สุด เข้าใจไหม ตัวเล็กขอแค่นั้นเลย”

ปววีร์ยอมจำนนแต่ยังไม่วายกำชับสิ่งที่ตัวเองต้องการ ปราณัฐน์มองท่าทางกึ่งดื้อกึ่งอ้อนของคนรักแล้วก็หลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย

“ครับ พี่ปันขอเวลาสิบนาที”

ปราณัฐน์ลุกขึ้นยืนพลางจัดแจงห่มผ้าให้คนบนเตียงอย่างเบามือ ก่อนจะเดินออกไปจัดการเรื่องการเคลื่อนย้าย ทิ้งให้ปรวีร์นั่งจมอยู่กับความกังวล สิบ นาทีที่เหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับคนที่กำลังลุ้นว่า 'ตัวเอง' จะยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ในสถานที่ที่ห่างไกลออกไปนั่น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป